จำนวนผู้เข้าชมครั้ง
จำนวนผู้เข้าชม

 

 

 

หน้าหลัก เกี่ยวกับเรา ถาม-ตอบ ผลิตภัณฑ์ วิธีสั่งซื้อ ติดต่อเรา

    

ปุ๋ยอินทรีย์มาตรฐานกรมวิชาการเกษตร โดย Super Microbes
หลักการทำเกษตรอินทรีย์คือระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายของทางชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรมที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และ ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอีกด้วย
( กรมวิชาการเกษตร)
ปุ๋ยอินทรีย์จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน เพราะปุ๋ยอินทรีย์มีคุณสมบัติในการปรับปรุงบำรุงดินทั้งในด้านกายภาพ เคมีและชีวภาพ รวมทั้งมีธาตุอาหารพืชครบทุกธาตุ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างต่อเนื่องจะสามารถทำให้ดินที่ทำเกษตรกรรมมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและ มีธาตุอาหารพืชสูงในระยะเวลาอ้นสั้น จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำเกษตรกรรมเพราะจะสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์มาใช้แทนปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงได้อย่างเพียงพอ  อันจะมีผลทำให้ต้นทุนในการผลิตลดลง แต่ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังได้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงจะเป็นการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ปุ๋ยอินทรีย์- ปุ๋ยหมัก ( Organic Fertilizer )
ปุ๋ยอินทรีย์” หมายความว่า ปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุอินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับหมัก บด ร่อน สกัด หรือด้วยวิธีการอื่น และวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายอย่างสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์
ความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์

  1. ทำให้ดินได้รับธาตุอาหารครบทุกธาตุตามที่พืชต้องการ
  2. ทำให้ดินมีโครงสร้างดี มีลักษณะร่วนซุย มีการระบายน้ำและอากาศดี
  3. ทำให้ดินมีความสามารถดูดซับน้ำและธาตุอาหารสูงขึ้น
  4. ช่วยลดการชะล้างพังทะลายของผิวหน้าดิน
  5. ช่วยให้จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดีและมีปริมาณมากขึ้น
  6. ช่วยรักษาสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน
  7. ช่วยลดปริมาณความเค็มของดิน

ประโยชน์ของปุ๋ยหมักปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดิน

  1. ปุ๋ยอินทรีย์โดยทั่วไปจะมีธาตุไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  และโพแทสเซียม น้อย  แต่จะมีธาตุรองและจุลธาตุพอเพียงหรือเกือบพอดีตามความต้องการของพืช
  2. ในระยะแรก ๆ ปุ๋ยอินทรีย์อาจทำให้พืชมีผลผลิตไม่สูงมากนัก  แต่ถ้าพิจารณาในระยะยาวแล้วผลผลิตของพืชจะสูงขึ้นมาก  เนื่องจากคุณสมบัติของดินดีขึ้นเรื่อยๆ
  3. ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้ความเป็นกรดเป็นด่างของดินเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้น  รวมทั้งช่วยดูดยึดธาตุอาหารต่าง ๆ เอาไว้ไม่ให้สูญหายไปจากดินได้โดยง่าย
  4. ส่งเสริมให้อนุภาคของดินจับตัวกันเป็นก้อนหรือเป็นเม็ดดิน ดินไม่อัดตัวกันแน่น มีการถ่ายเทอากาศดี  การอุ้มน้ำและการไหลซึมของน้ำในดินดีขึ้น
  5. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน จุลินทรีย์ส่วนใหญ่ที่มีประโยชน์ในดินเป็นพวกเฮทเทอโรโทรพ ซึ่งต้องใช้สารอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย
  6. สามารถหาปุ๋ยอินทรีย์ได้ตามท้องถิ่นหรือตามฟาร์มทั่วไป  บางกรณีอาจไม่ต้องซื้อ หรือซื้อในราคาถูก
  7. ถ้าพิจารณาถึงคุณค่าของปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดินนอกเหนือไปจากปริมาณธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์แล้ว เช่น  การอุ้มน้ำ  การถ่ายเทอากาศ  การรักษาคุณสมบัติของดินในระยะยาว  ปุ๋ยอินทรีย์จะมีราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีเสียอีก
  8. วิธีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ยุ่งยาก
  9. ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์จะมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่า เพราะธาตุอาหารบางส่วนเป็นองค์ประกอบของสารอินทรีย์ในปุ๋ย และบางส่วนจะถูกดูดยึดอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของคีเลต

     อิทธิพลของอินทรียวัตถุต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน


ผลต่อดิน

ผลต่อพืช

ด้านกายภาพของดิน
เพิ่มการเกาะตัวของอนุภาคดินให้เป็นเม็ดดินเพิ่มเสถียรของโครงสร้างดิน  ก่อให้เกิดสมดุลระหว่างช่อขนาดเล็ก  กลาง  และใหญ่

ด้านกายภาพของดิน
รากพืชชอนไชได้ง่าย  ดินทนต่อการชะล้าง พังทลาย  เพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำ  การแทรกซึมน้ำ  การซาบซึมน้ำ  และการระบายอากาศของดินดี

ด้านเคมีของดิน

  1. เป็นแหล่งธาตุอาหาร มีธาตุอาการสมดุล ปลดปล่อยให้พืชอย่างช้า ๆ และธาตุอาหารถูกชะล้างจากดินได้น้อยลง
  2. ทำปฏิกิริยาคีเนกับไอออนของจุลธาตุในดิน
  3. เพิ่มความจุในการแลกเปลี่ยนไอออนบวกของดิน (CEC)
  4. ลดการตรึงฟอสฟอรัส

ด้านเคมีของดิน

  1. พืชได้รับธาตุอาหารหลายธาตุ เมื่อใช้ปุ๋ยเคมี พืชก็ตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยดี ให้ธาตุไนโตรเจน แต่ไม่มีผลตกค้างเป็นกรด เช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมหรือยูเรีย
  2. พืชดูดให้จุลธาตุจากดินได้ดีขึ้น
  3. ดินดูดซับธาตุอาหารพวกแคตไอออนไว้เป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากขึ้น
  4. พืชใช้ประโยชน์จากปุ๋ยฟอสเฟตได้มากขึ้น

ด้านชีวภาพ

  1. สภาพของดินเหมาะแก่การเจริญของจุลินทรีย์ดิน  มีประชากรและกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์มากขึ้น
  2. เพิ่มปริมาณและกิจกรรมของสัตว์ในดิน

ด้านชีวภาพ

  1. พืชได้รับประโยชน์จากวงจรธาตุอาหารที่เหมาะสมในดิน
  2. การเคลื่อนย้ายและการสลายของซากพืชใหม่ ๆ เกิดได้เร็ว

 

ประโยชน์ของอินทรียวัตถุในดิน

  1. ให้แร่ธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะอาหารพืชหลักได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส ธาตุอาหารรองได้แก่ กำมะถัน และธาตุอาหารเสริมส่วนใหญ่ครบทุกตัว เพราะอินทรียวัตถุมีธาตุอาหารพืชหลายชนิดเป็นองค์ประกอบ  ธาตุอาหารพืชเหล่านี้จะถูกปลดปล่อยออกมาสะสมอยู่ในดิน หลังจากที่อินทรียวัตถุสลายตัวโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์

สำหรับธาตุไนโตรเจนถือว่าเป็นธาตุหลักที่ปลดปล่อยออกจากการสลายตัวของอินทรีย์สาร  อาจกล่าวได้ว่า ธาตุไนโตรเจนมาจากอินทรียวัตถุในดินถึง  95%  แต่จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างช้า ๆ มาอยู่ในรูปของฮิวมัส  ซึ่งปริมาณธาตุไนโตรเจนทั้งหมดนั้น เราอาจทราบได้จากปริมาณอินทรียวัตถุที่มีอยู่ในดิน
นอกจากนี้ยังปลดปล่อยธาตุอาหารพืชอื่น ๆ เช่น  ฟอสฟอรัส  กำมะถัน  และธาตุอาหารเสริมของพืชออกมาอีกด้วย  จะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของอินทรียวัตถุที่ใส่ลงไปแต่ละชนิด  แต่ในประเทศไทยเราอยู่ในเขตร้อนชื้น อาการร้อนและฝนตกชุก  ทำให้อินทรียวัตถุที่ใส่สลายตัวสูญหายอย่างรวดเร็ว  จึงทำให้ธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะไนโตรเจนเหลือน้อยไม่เพียงพอกับพืชที่จะปลูกในปีต่อไป
จึงจำเป็นต้องใส่เพิ่มเติมลงไปให้เพียงพอเพื่อจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น  ฉะนั้นการใส่อินทรียวัตถุลงไปในดินเพื่อเพิ่มธาตุอาหารจึงจำเป็นต้องใส่บ่อยครั้งกว่าประเทศที่อยู่ในเขตหนาวหรือเขตอบอุ่น
ในดินที่เป็นกรด  ฟอสฟอรัสในดินมักจะถูกตรึงโดยเหล็กและอะลูมินั่ม แต่ถ้าดินนั้นมีอินทรียวัตถุสูง  ในขณะที่อินทรียวัตถุสลายตัวจะปล่อยสารต่าง ๆ เช่น  citrate,  tartrate,  oxalate  ซึ่งจะรวมตัวกับเหล็กและอลูมินั่มได้เร็วกว่าฟอสฟอรัส  เป็นผลให้มีเหล็กและอลูมินั่มฟอสเฟต ซึ่งเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำน้อยลง  ทำให้ฟอสฟอรัสเป็นประโยชน์ต่อพืชได้มากขึ้น

  1. ช่วยให้ดินมีความสามารถดูดซับธาตุอาหารพืชสูง  เนื่องจากอินทรียวัตถุมีพื้นผิวหน้าสัมผัสมากและมีประจุไฟฟ้าลบเป็นส่วนใหญ่  ฉะนั้นจึงมีความสามารถดูดซับประจุบวกไว้ได้มาก กล่าวคือ  มีความดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า (CEC) ได้สูงกว่าดินเหนียวชนิดอื่น ๆ จึงเป็นแหล่งสะสมธาตุอาหารพืช  และยึดเหนี่ยวธาตุอาหารไม่ให้ถูกน้ำชะล้าง  เพราะธาตุอาหารจะถูกดูดซับไว้ที่ผิวของอินทรียวัตถุ ซึ่งจะช่วยลดการสูญเสียธาตุอาหารพืชชนิดต่าง ๆ ไว้ได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะดินทรายอินทรียวัตถุจะช่วยเรื่องนี้ได้มากที่สุด และอินทรียวัตถุที่มีธาตุอาหารพืชในรูปของประจุบวกดังกล่าวที่ถูกดูดซับอยู่ก็จะค่อย ๆ ปลดปล่อยประจุบวกเหล่านี้ออกมาให้พืชใช้ประโยชน์ได้เป็นการช่วยเหลือให้ปุ๋ยเคมีที่เราใส่ลงไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  กล่าวคือธาตุอาหารพืชละลายออกมาจากปุ๋ยเคมีบางส่วนที่พืชดูดนำไปใช้ไม่ทัน  อินทรียวัตถุจะดูดซับไว้ไม่ให้สูญหายไปจากดิน
  2. ช่วยปรับปรุงสภาพทางกายภาพของดินให้ดีขึ้น  อินทรียวัตถุช่วยส่งเสริมให้อนุภาคของดินจับตัวกันเป็นก้อน (granulation) ทำให้ดินมีโครงสร้างที่ดีและร่วน  มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก การที่ดินเกาะยึดตัวกันดีขึ้นจะช่วยให้ยากต่อการแตกแยก  และถูกพัดพาเอาหน้าดินซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ออกไป  นอกจากนี้อินทรียวัตถุยังช่วยอุ้มน้ำไว้ให้พืชได้ใช้ในระยะเวลานานขึ้นกล่าวคือ อินทรียวัตถุหรือที่เรียกว่า ฮิวมัส นั้น  เป็นส่วนที่ได้จากขั้นตอนสุดท้ายของขบวนการสลายตัวของอินทรียสารและให้สารที่เรียกว่า สารปรับปรุงดิน (soil  conditioner) เช่น กรดฮิวมิค (humic  acid) เป็นต้น  สารพวกนี้ช่วยทำให้โครงสร้างของดินดีขึ้น ทำให้ดินทรายจับตัวกันและดินเหนียวร่วนซุย  ดินมีความสามารถอุ้มน้ำได้สูง  ทำให้น้ำในดินเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชได้มากขึ้น  จะเห็นได้ว่าดินที่มีอินทรียวัตถุสูงจะช่วยให้พืชทนทานอยู่ได้  ถึงแม้จะประสบกับฝนแล้ง
  3. ช่วยให้จุลินทรีย์ในดินทำงานได้ดีและมีปริมาณมากขึ้น  อินทรียวัตถุในดินเป็นอาหารของจุลินทรีย์  กล่าวคือ  จุลินทรีย์ได้พลังงานจากแป้งและน้ำตาล รวมทั้งธาตุอาหารจากโปรตีนของอินทรียวัตถุ ตลอดจนฮอร์โมน เอ็นไซม์ และวิตามินที่จุลินทรีย์ย่อยมาจากอินทรียวัตถุ  ดังนั้นดินที่มีระดับอินทรียวัตถุสูง  จะช่วยเสริมให้จุลินทรีย์ทำงานได้ดีขึ้น  เช่น  การเปลี่ยนแปลงสภาพธาตุอาหารพืชให้อยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้  หรือทำให้ขบวนการตรึงไนโตรเจนจากอากาศของจุลินทรีย์ได้มากขึ้น และเมื่อจุลินทรีย์เหล่านี้ตายไปก็จะเน่าเปื่อยผุพัง  ปลดปล่อยสารที่เป็นประโยชน์สำหรับพืชต่อไปอีก
  4. ช่วยรักษาสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดิน  อินทรียวัตถุมีคุณสมบัติในการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงระดับสารเคมีหรือปฏิกิริยาเคมีในดิน (ช่วยเพิ่มความจุบัฟเฟอร์) กล่าวคืออินทรียวัตถุช่วยเพิ่มประจุของดิน  สภาพความมีประจุของดินทำให้ดินมีไอออนดูดซับไว้โดยรอบอนุภาคไอออนที่ถูกดูดซับนี้จะสมดุลกับไอออนชนิดเดียวกันในสารละลายดิน  ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น เช่นมีการดูดซับไอออนที่เป็นธาตุอาหารพืช (ดูดซับไอออนจากส่วนที่มีอยู่ในสารละลายดิน)  ไอออนที่ถูกดูดซับก็จะออกมาแทนที่ไอออนชนิดเดียวกันที่ถูกดูดไปจากสารละลายดิน ดังนั้นเมื่อมีการเพิ่มสารใด ๆ ที่มีคุณสมบัติเป็นกรดเป็นด่างลงไปในดิน การรักษาสมดุลของไอออนทั้งสองส่วนจะเกิดขึ้นทันที ทำให้โอกาสในการสะสมด่างและกรดในสารละลายดินมีน้อยมาก คุณสมบัติความเป็นกรดเป็นด่างของสารละลายดินที่มีผลต่อพืชจึงมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
  5. ช่วยลดปริมาณความเค็มของดินเนื่องจากอินทรียวัตถุทำให้ดินร่วนซุย  น้ำถ่ายเทได้สะดวกเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยลดปริมาณเกลือในดินให้เจือจางลง
  6. ช่วยแก้ปัญหาโรคพืชเนื่องจากเชื้อโรคพืชส่วนใหญ่ที่อยู่ในดินเป็นพวกที่ไม่ต้องการอากาศ  ชอบอยู่ในบริเวณที่อับอากาศและชื้นแฉะ  แต่อินทรียวัตถุจะทำให้ดินถ่ายอากาศได้ดีขึ้น จึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณเชื้อโรคพืช นอกจากนี้จุลินทรีย์บางชนิดสามารถสร้างสารปฏิชีวนะ (antibiotic) ได้ ซึ่งสารนี้จะช่วยทำลายเชื้อโรคบางชนิดในดินได้ด้วย

ช่วยลดการชะล้างพังทลายของดินและลดอัตราการไหลบ่าของน้ำบนผิวดินเนื่องจากสารอินทรยวัตถุมีคุณสมบัติที่สำคัญคือทำหน้าที่คล้ายกระดาษซับน้ำได้เป็นอย่างดี  และในทำนองเดียวกันก็จะช่วยให้ดินร่วนซุยน้ำไหลผ่านได้ง่าย ฉะนั้นเมื่อเวลาฝนตกอินทรียวัตถุก็จะซับน้ำฝนเอาไว้  และเมื่อฝนตกชุกก็จะช่วยให้น้ำไหลซึมผ่านเม็ดดินลงไปในดินชั้นล่างได้ง่าย เป็นการลดการไหลบ่าของน้ำบริเวณผิวดินซึ่งเป็นการลดการสูญเสียหน้าดินไปได้

ผลของปุ๋ยหมักต่อคุณสมบัติดิน  3  ประการ
จากการใช้ปุ๋ยหมักติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง พบว่าปุ๋ยหมักที่ใช้มีประโยชน์ต่อการปรับปรุงบำรุงดินทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยกันหลายประการ แต่ปัจจัยหลักคือการเป็นแหล่งของสารประกอบฮิวมัสในดิน  ซึ่งจะเป็นแหล่งปลดปล่อยธาตุอาหารหลักและรองของพืช  ทำให้ดินมีความสามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยให้การเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารพืชเป็นไปแบบครบวงจรดังจะเห็นได้จากเมื่อเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะทำการเผาวัสดุเหลือทิ้งในไร่นาซึ่งเป็นการทำลายอินทรียวัตถุและแหล่งธาตุอาหารที่สำคัญของดิน  เนื่องจากเมื่อพืชเจริญเติบโตจะมีการดูดธาตุอาหารไปใช้สร้างส่วนต่าง ๆ ของพืช ทั้งใบ ลำต้น  กิ่งก้าน  ดอก  และผล  ในส่วนของผลผลิตจะเป็นการสูญเสียธาตุอาหารโดยการนำผลผลิตออกไปจากพื้นที่เพาะปลูก  แต่ในส่วนของใบ  ดอก  กิ่ง  เปลือก และลำต้น  เราสามารถทดแทนหรือชดเชยคืนให้แก่ดิน โดยนำวัสดุเหลือทิ้งเหล่านี้และมูลสัตว์มาใช้ในการทำปุ๋ยหมักแล้วใส่กลับคืนแก่ดินได้ 

การประมวลผลต่าง ๆ ของปุ๋ยหมักต่อคุณสมบัติของดินสามารถจะสรุปได้ดังนี้

ผลของปุ๋ยหมักต่อสมบัติทางกายภาพ
ปุ๋ยหมักที่ใส่ลงในดินมีปริมาณอินทรียวัตถุสูงซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินให้ดีขึ้น  สารประกอบฮิวมัสในปุ๋ยหมักเป็นสารซึ่งแสดงอำนาจประจุลบ ซึ่งจะดูดยึดกับประจุบวก  จะเป็นตัวช่วยดูดยึดธาตุอาหารพืชที่มีประจุบวก และยังมีผลให้อนุภาคดินเกาะตัวกัน  นอกจากนี้การใส่ปุ๋ยหมักยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น  การระบายอากาศของดินเพิ่มมากขึ้น  ทำให้ระบบรากของพืชสามารถแผ่กระจายในดินได้อย่างกว้างขวางซึ่งมีผลให้ดูดธาตุอาหารได้มากขึ้นด้วยเช่นกัน  การใส่ปุ๋ยหมักยังช่วยในด้านการซึมผ่านของน้ำและความสามารถในการอุ้มน้ำของดินให้ดีขึ้น ทำให้ดินมีความชุ่มชื้นได้ยาวนานกว่าในดินที่มีโครงสร้างไม่ดี

ผลของปุ๋ยหมักต่อสมบัติทางเคมี
การใส่ปุ๋ยหมักจะเป็นการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินโดยตรง  ถึงแม้จะไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยเคมี แต่จะค่อย ๆ ปลดปล่อยให้เป็นประโยชน์ต่อพืชในระยะยาว  ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ทำจากวัสดุเศษพืชต่าง ๆ ดังนั้นจึงมีธาตุอาหารหลัก  และธาตุอาหารรองค่อนข้างครบถ้วนที่พืชจะใช้ในการเจริญเติบโต  รวมถึงธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย ที่สำคัญ  เช่น  เหล็ก  ทองแดง  สังกะสี  โบรอน  โมลิบดีนัม และอื่นๆ (Stefen, 1979)
ปุ๋ยหมักเป็นวัสดุที่มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (CEC) ค่อนข้างสูง  ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้ปุ๋ยเคมีที่อยู่ในรูปของประจุบวกบางชนิดถูกดูดยึดไม่สูญเสียไป  และพืชก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยเคมีต่อความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารต่อพืช  นอกจากนี้ในบางกรณีปุ๋ยหมักยังช่วยลดความเป็นพิษของการที่มีธาตุอาหารมาก (FAO, 1987) เช่น  การใส่ปุ๋ยหมักในดินกรด สามารถช่วยลดความเป็นพิษของอลูมินั่ม  และแมงกานีส ซึ่งช่วยดูดยึดธาตุทั้ง  2  ไว้  ทำให้ละลายในสารละลายดินลดลง และการใช้ปูนร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จะสามารถลดความเป็นพิษของอลูมินั่มและแมงกานีสได้ดีที่สุด  ทำให้ถั่วเหลืองที่ปลูกในดินนั้นมีผลผลิตเพิ่มขึ้น การใส่ปุ๋ยหมักในดินยังเป็นการช่วยเพิ่มความต้านทานการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรดเป็นด่างของดิน (buffer  capacity) ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่รวดเร็วจนเป็นอันตรายต่อพืช

ผลของปุ๋ยหมักต่อสมบัติทางชีวภาพ
การใส่ปุ๋ยหมักในดินเป็นการเพิ่มแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ดินทำให้จุลินทรีย์เพิ่มปริมาณมากขึ้น และพบว่ากิจกรรมของจุลินทรีย์ดินเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงธาตุอาหารในดินได้แก่ กระบวนการย่อยสลายอินทรียสาร กระบวนการแปรสภาพของ อนินทรียสารจากรูปที่ไม่เป็นประโยชน์ให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช เช่น การเปลี่ยนรูปอนุมูลแอมโมเนียมซึ่งเป็นรูปที่พืชดูดนำไปใช้ได้ยากที่อยู่ในรูปไนไตรท์ให้เป็นไนเตรท  ซึ่งพืชสามารถดูดไปใช้ได้ง่าย และกระบวนการตรึงไนโตรเจน เป็นต้น  รวมถึงกิจกรรมของจุลินทรีย์พวกไมคอไรซาที่บริเวณรากพืชด้วย  นอกจากนั้นก็ยังพบว่าการใส่ปุ๋ยหมักทำให้ปริมาณแบคทีเรียกลุ่มที่สร้างสารปฏิชีวนะมีผลช่วยยับยั้งการเจริญและความสามารถในการก่อให้เกิดโรคพืชของเชื้อโรคได้  โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่ใกล้รากพืช ดังนั้นจึงมักพบรายงานว่าการใส่ปุ๋ยหมักในดินมีผลช่วยลดปริมาณเชื้อโรคพืชบางชนิดในดิน และมีผลทำให้พืชเกิดโรคดังกล่าวน้อยลง

ประโยชน์ของปุ๋ยหมักในการปรับปรุงบำรุงดิน

  1. ปุ๋ยอินทรีย์โดยทั่วไปจะมีธาตุไนโตรเจน  ฟอสฟอรัส  และโพแทสเซียม น้อย  แต่จะมีธาตุรองและจุลธาตุพอเพียงหรือเกือบพอดีตามความต้องการของพืช
  2. ในระยะแรก ๆ ปุ๋ยอินทรีย์อาจทำให้พืชมีผลผลิตไม่สูงมากนัก  แต่ถ้าพิจารณาในระยะยาวแล้วผลผลิตของพืชจะสูงขึ้นมาก  เนื่องจากคุณสมบัติของดินดีขึ้นเรื่อยๆ
  3. ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยให้ความเป็นกรดเป็นด่างของดินเปลี่ยนแปลงได้ยากขึ้น  รวมทั้งช่วยดูดยึดธาตุอาหารต่าง ๆ เอาไว้ไม่ให้สูญหายไปจากดินได้โดยง่าย
  4. ส่งเสริมให้อนุภาคของดินจับตัวกันเป็นก้อนหรือเป็นเม็ดดิน ดินไม่อัดตัวกันแน่น มีการถ่ายเทอากาศดี  การอุ้มน้ำและการไหลซึมของน้ำในดินดีขึ้น
  5. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน จุลินทรีย์ส่วนใหญ่ที่มีประโยชน์ในดินเป็นพวกเฮทเทอโรโทรพ  ซึ่งต้องใช้สารอินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย
  6. สามารถหาปุ๋ยอินทรีย์ได้ตามท้องถิ่นหรือตามฟาร์มทั่วไป  บางกรณีอาจไม่ต้องซื้อ หรือซื้อในราคาถูก
  7. ถ้าพิจารณาถึงคุณค่าของปุ๋ยอินทรีย์ในการปรับปรุงดินนอกเหนือไปจากปริมาณธาตุอาหารหลักที่มีอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์แล้ว เช่น  การอุ้มน้ำ  การถ่ายเทอากาศ  การรักษาคุณสมบัติของดินในระยะยาว  ปุ๋ยอินทรีย์จะมีราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีเสียอีก
  8. วิธีการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ไม่ยุ่งยาก
  9. ธาตุอาหารในปุ๋ยอินทรีย์จะมีโอกาสสูญเสียน้อยกว่า เพราะธาตุอาหารบางส่วนเป็นองค์ประกอบของสารอินทรีย์ในปุ๋ย และบางส่วนจะถูกดูดยึดอยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของคีเลต

ปัจจัยสำคัญที่ควบคุมการย่อยสลายของวัสดุต่าง ๆ
กระบวนการย่อยสลายเศษพืชภายในกองปุ๋ยหมักนั้น  เกิดขึ้นโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ ประสิทธิภาพของการย่อยสลายวัสดุเศษพืชนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยของสภาพแวดล้อมในกองปุ๋ยหมักหลายประการ  ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายนั้น  อาจจะส่งเสริมหรือลดอัตราการย่อยสลายของวัสดุได้  แต่โดยจุดมุ่งหมายหลักได้เน้นถึงคุณสมบัติของวัสดุเศษพืชและหลักการปฏิบัติที่ถูกต้องเพื่อเพิ่มอัตราการย่อยสลายในระหว่างการผลิตปุ๋ยหมักเป็นประการสำคัญ ดังนั้นสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ภายในกองปุ๋ยหมัก  จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมกิจกรรมของจุลินทรีย์และมีผลต่อไปถึงอัตราการย่อยสลายด้วย  สำหรับปัจจัยของสภาพแวดล้อมดังกล่าว  ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการย่อยสลายวัสดุเศษพืชในการกองปุ๋ยหมัก  สามารถแบ่งได้ดังนี้  คือ

  1. ลักษณะของเศษวัสดุ

ส่วนใหญ่การทำปุ๋ยหมักจะทำจากเศษพืช  ลักษณะของเศษวัสดุจึงมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการย่อยสลาย  ซึ่งได้แก่ขนาดของเศษวัสดุ  ความสดของเศษวัสดุ  เป็นต้น
ขนาดของเศษวัสดุ ถ้าเป็นวัสดุที่มีขนาดเล็ก  ได้แก่  ขี้ลีบข้าว  เศษปอ  และขุยไผ่  การผสมคลุกเคล้าทำได้ทั่วถึง  พื้นที่ผิวสัมผัสมีมาก ดังนั้นโอกาสที่จะถูกย่อยสลายจึงมีมากกว่า สำหรับวัสดุที่มีขนาดใหญ่ได้แก่  ฟางข้าว และผักตบชวา  การผสมคลุกเคล้าจะทำได้ไม่ทั่วถึงนัก  และปฏิบัติค่อนข้างลำบาก  และเมื่อถึงเวลากลับกองปุ๋ยหมักจะเป็นการช่วยผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันดียิ่งขึ้น  แต่วัสดุที่มีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเส้นหรือท่อนนั้น  จะทำให้ภายในกองปุ๋ยหมักมีการแพร่กระจาย หรือมีการระบายอากาศดีกว่าวัสดุที่มีขนาดเล็ก  เนื่องจากวัสดุขนาดใหญ่จะมีลักษณะโปร่งมากกว่า
โดยปกติจะทำปุ๋ยหมักจากเศษพืชที่แห้งเนื่องจากสะดวกในการควบคุมสภาพแวดล้อม  ภายในกองปุ๋ยหมักในด้านความชื้นและการระบายอากาศในบางกรณีอาจจะใช้เศษพืชสดซึ่งก็สามารถนำมาทำปุ๋ยหมักได้ แต่ต้องระมัดระวังในเรื่องความชื้น เพราะการใช้เศษพืชสดจะมีปริมาณน้ำมากและการระบายอากาศไม่ดี อาจเกิดกระบวนการเน่าเสียภายในกองปุ๋ยจนเกิดกลิ่นเหม็นได้  ดังนั้นในกรณีที่เป็นวัสดุเศษพืชสด เช่น  ผักตบชวา  อาจนำผักตบชวาสดมาผสมกับวัสดุชนิดอื่น  เช่น  ฟางข้าวในระหว่างการทำปุ๋ยหมักได้  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความชื้นให้กับกองปุ๋ยหมักด้วย

  1. องค์ประกอบทางเคมีของเศษวัสดุ

การทำปุ๋ยหมักมักจะพิจารณาถึงค่าอัตราส่วนของสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจนของวัสดุนั้น ๆ เพราะโครงสร้างของเศษพืชส่วนมากจะไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก เพราะโครงสร้างของไนโตรเจนซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดอัตราการย่อยสลายสำหรับวัสดุเศษพืชที่นำมาใช้ทำปุ๋ยหมักอาจจะแบ่งออกได้เป็น  2  พวก  คือ  พวกที่ย่อยสลายได้ง่าย  กับพวกที่ย่อยสลายได้ยาก
สารประกอบคาร์บอนและไนโตรเจนเป็นสารที่จำเป็นต่อการเจริญของจุลินทรีย์  โดย จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารอินทรีย์คาร์บอน  จนกระทั่งได้โมเลกุลเล็กและนำเข้าในเซลล์  เพื่อใช้เป็นแหล่งของพลังงาน  และสร้างส่วนประกอบของเซลล์  สำหรับสารประกอบไนโตรเจนจะถูกย่อยสลายเช่นกัน  และเซลล์จุลินทรีย์จะนำไปใช้เป็นแหล่งไนโตรเจน  เพื่อสร้างส่วนประกอบของเซลล์ เช่น  สารโปรตีน  และกรดนิวคลีอิค  เป็นต้น  โดยปกติเซลล์ของจุลินทรีย์มีค่า  C/N ratio ประมาณ  10 – 15  ซึ่งหมายความว่าการที่จุลินทรีย์ดูดสารอินทรีย์คาร์บอนเข้าไปใช้ในเซลล์  10 – 15 หน่วย จำเป็นต้องดูดสารประกอบไนโตรเจนเข้าไปด้วย 1 หน่วย จึงจะทำให้เกิดความสมดุลของสารประกอบ ทั้งสองในเซลล์  และจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ดี
การใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีค่า C/N ratio  ต่ำ  เช่น  ต้นพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ อาจจะไม่จำเป็นต้องเติมสารไนโตรเจน  หรืออาจจะเติมในปริมาณที่น้อยกว่าที่ใช้กับเศษวัสดุที่มีค่า C/N ratio  สูง  วัสดุเศษพืชตระกูลถั่วมีปริมาณไนโตรเจนค่อนข้างสูงกว่าวัสดุการเกษตรชนิดอื่น  จึงเป็นการเพิ่มอัตราการย่อยสลายได้มากขึ้น และใช้ระยะเวลาการย่อยสลายสั้นกว่าวัสดุที่มีปริมาณไนโตรเจนต่ำ
นอกจากนี้ค่า C/N ratio  สามารถนำไปใช้ในการพิจารณาว่าปุ๋ยหมักที่ทำนั้นจะนำไปใช้ได้หรือไม่  โดยปกติถ้าปุ๋ยหมักมีค่า C/N ratio  ลดลงต่ำกว่าหรือเท่ากับ  20 : 1 ถือว่าสามารถนำปุ๋ยหมักดังกล่าวไปใช้ใส่ในดินได้โดยไม่ทำให้พืชเป็นอันตราย  และเป็นปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดี
นอกจากนั้นวัสดุเศษพืชบางชนิดมีค่า C/N ratio  สูงมาก  เนื่องจากมีองค์ประกอบของลิกนินค่อนข้างสูง  ซึ่งย่อยสลายได้ยาก  เช่น  กากอ้อย  ขี้เลื่อย  และขุยมะพร้าวเป็นต้น  วัสดุเหล่านี้จะใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายนาน  เศษพืชบางชนิด  เช่น  ใบยูคาลิบตัสจะมีสารประกอบพวก   ฟีนอลลิกสูง  ทำให้ยากต่อการย่อยสลาย  ดังนั้นในการทำปุ๋ยหมักอาจจะใช้วัสดุหลายชนิดทำการหมักร่วมกัน  เช่น  การทำปุ๋ยหมักโดยใช้วัสดุที่ย่อยสลายยาก  พวกฟางข้าว  หรือขี้เลื่อยร่วมกับวัสดุพืชสด  พวกผักตบชวาหรือหญ้าสดได้

  1. ความชื้น

ความชื้น เป็นค่าที่บ่งบอกถึงปริมาณน้ำในกองปุ๋ยหมัก ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการเจริญของจุลินทรีย์  การเกิดปฏิกิริยาในระบบต่าง ๆ ภายในเซลล์  และการปลดปล่อย extracellular  enzyme  ออกมาภายนอกเซลล์จุลินทรีย์เพื่อช่วยย่อยสลายโมเลกุลใหญ่
โดยปกติภายในกองปุ๋ยหมักจะมีอุณหภูมิสูงทำให้น้ำระเหยจากกองปุ๋ยตลอดเวลา ถึงแม้ว่าสารอินทรียวัตถุจะมีคุณสมบัติที่อุ้มน้ำได้ดีก็ตาม  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเติมน้ำลงในกองปุ๋ยหมักในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยไม่ทำให้ปริมาณความชื้นมากหรือน้อยเกินไป  ระดับความชื้นในกองปุ๋ยหมักที่เหมาะสมต่อการย่อยสลายประมาณ 50 – 60% (โดยน้ำหนัก) ถ้าความชื้นต่ำกว่า 40%  การย่อยสลายจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ  แต่ถ้าความชื้นมากเกินกว่า 80%  จะทำให้กองปุ๋ยหมักแฉะเกินไป  การระบายอากาศไม่ดี  จนทำให้เกิดสภาพไม่มีอากาศ  กระบวนการย่อยสลายจะเกิดได้ช้าเช่นกัน  เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเศษพืชส่วนใหญ่เป็นพวกที่ต้องการอากาศหรือต้องการออกซิเจนในการสร้างพลังงาน
นอกจากความชื้นมีผลโดยตรงต่อการเจริญและกิจกรรมของเชื้อจุลินทรีย์แล้ว  ยังมีผลทางอ้อมต่อการระบายอากาศด้วย  กล่าวคือ  ถ้าความชื้นมีมากเกินไปการแพร่กระจายของออกซิเจนในกองปุ๋ยหมักจะเกิดได้ยาก  จนทำให้เกิดสภาพขาดออกซิเจนและมีผลต่ออัตราการย่อยสลายสารอินทรีย์      ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นผลทำให้เกิดการหมักแบบสภาพที่ไม่มีอากาศ  จะเกิดกลิ่นเหม็นภายในกองปุ๋ยหมัก  ซึ่งเกิดจากสารอินทรีย์ระเหยจำพวก  มีเทน  ฟอสฟิน  และไฮโดรเจนซัลไฟด์  โดยกลุ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ และมีผลทำให้เกิดการสูญเสียธาตุอาหารจากวัสดุเศษพืชในระหว่างการทำปุ๋ยหมักด้วย  เช่น ไนโตรเจนจะเปลี่ยนรูปไปเป็นแอมโมเนีย   เป็นต้น

  1. การระบายอากาศ (aeration)

การระบายอากาศในกองปุ๋ยหมัก  เป็นสิ่งจำเป็นอีกประการหนึ่ง  เนื่องจากจุลินทรีย์พวกที่ต้องการอากาศจะใช้ออกซิเจนเป็นตัวรับอิเลคตรอนในระบบการหายใจภายในเซลล์  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการระบายอากาศ  เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้เพียงพอต่อการเจริญของจุลินทรีย์และการย่อยสลายซากพืช
การระบายอากาศหรือการเพิ่มออกซิเจนให้แก่กองปุ๋ย อาจจะทำได้โดยการกลับกองปุ๋ย  ซึ่งนอกจากจะมีผลดีในการระบายอากาศแล้ว  ยังช่วยคลุกเคล้าเศษวัสดุต่าง ๆ ให้เข้ากันอย่างสม่ำเสมอ  การกลับกองปุ๋ยหมักในช่วงเวลาที่เหมาะสม  จะทำให้กิจกรรมของจุลินทรีย์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และเป็นวิธีการที่ไม่ต้องลงทุน  แต่ต้องใช้แรงงานเพิ่มขึ้น
การทำปุ๋ยหมักโดยไม่มีการกลับกองปุ๋ยจะทำให้อัตราการย่อยสลายเศษพืชลดลง  และการใช้แผ่นพลาสติกคลุมกองปุ๋ยหมักทั้งหมดไม่ก่อให้เกิดผลดีในการทำปุ๋ยหมัก จะยิ่งทำให้ระยะเวลาการเป็นปุ๋ยหมักนานขึ้น  จุลินทรีย์ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการย่อยสลายได้  เนื่องจากไม่มีออกซิเจนสำหรับใช้ในระบบการหายใจของจุลินทรีย์  และไม่มีการระบายอากาศเกิดขึ้นภายในกองปุ๋ยหมัก  สำหรับในกรณีการนำวัสดุพวกทางมะพร้าวหรือแผ่นพลาสติกคลุมเฉพาะบริเวณพื้นผิวหน้ากองปุ๋ยหมัก  สามารถที่จะกระทำได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการระเหยของน้ำภายในกองปุ๋ยหมัก ซึ่งการระบายอากาศภายในกองปุ๋ยหมักยังสามารถเกิดขึ้นบริเวณด้านข้างของกองปุ๋ยได้  ดังนั้นการกลับกองปุ๋ยหมักบ่อยครั้ง  จะส่งเสริมกระบวนการย่อยสลายภายในกองปุ๋ยหมักและทำให้เป็นปุ๋ยหมักเร็วขึ้น

  1. อุณหภูมิ

หลังจากกองปุ๋ยหมักแล้วในระหว่าง  2 –4 วัน  อุณหภูมิภายในจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง 50 – 60 องศาเซลเซียส  เนื่องจากพลังงานความร้อนที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกระบวนการย่อยสลาย และคุณสมบัติการเก็บความร้อนของวัสดุที่เป็นสารอินทรีย์  ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นไม่ค่อยแพร่กระจายออกจากกองปุ๋ยหมัก  การที่อุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักเพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว  ทำให้สภาพแวดล้อมในกองปุ๋ยเปลี่ยนแปลงไป  ชนิดของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน  ในขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ พบว่าจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญได้แก่พวกที่ทนต่ออุณภูมิสูง (thermoduric)  และพวกที่ชอบอุณหภูมิสูง (thermophilic) หลังจากที่อุณหภูมิสูงสุดแล้วจะค่อย ๆ ลดลง  จนถึงระดับที่จุลินทรีย์พวกที่ชอบอุณหภูมิปานกลาง (mesphilic) สามารถเจริญและเพิ่มจำนวนมากขึ้น
ระดับของอุณหภูมิในกองปุ๋ยจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของชนิดวัสดุอินทรีย์ และขนาดของกองปุ๋ยหมักด้วย สำหรับชนิดลักษณะของวัสดุเศษพืชนั้น  มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมักด้วย  โดยวัสดุที่เป็นเส้นขนาดใหญ่ ได้แก่ ฟางข้าว และผักตบชวา  จะมีอุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักสูงระหว่าง  45 – 50 องศาเซลเซียส  แต่วัสดุที่มีขนาดเล็ก  ได้แก่  กากอ้อย  แกลบ  และเศษปอ  จะมีอุณหภูมิประมาณ  40 องศาเซลเซียส
ในกรณีที่อุณหภูมิสูงมากเกินไปประมาณ  70 องศาเซลเซียส  จะมีผลยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ย  ทำให้การย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ลดลงและกิจกรรมของจุลินทรีย์จะลดลงตามไปด้วย  ทำให้อุณหภูมิค่อย ๆ ลดลงจนถึงระดับที่เหมาะสม  เชื้อจุลินทรีย์ที่เหลือรอดอยู่จะเริ่มกิจกรรมในการย่อยสลายต่อไป
รายงานเกี่ยวกับปริมาณของจุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมักที่อุณหภูมิสูง  พบว่าเชื้อจุลินทรีย์พวกบัคเตรีและแอคติโมนัยซิสสามารถทนและอยู่รอดได้ดี  แต่เชื้อรามีปริมาณลดลง  จากการปรับระดับอุณหภูมิให้คงที่ที่ระดับต่าง ๆ กัน  แล้ววัดปริมาณของ  CO2  ที่ถูกปลดปล่อยออกมาเนื่องจากกระบวนการย่อยสลายพบว่าที่อุณหภูมิ  57 – 60 องศาเซลเซียส  (ความชื้น  60%)กระบวนการย่อยสลายเกิดได้ดี โดยมีปริมาณ CO2 ที่ปลดปล่อยออกมามาก  แต่ถ้าอุณหภูมิที่ต่ำหรือสูงกว่านี้ปริมาณ CO2 ที่ปลดปล่อยจะลดลง  แสดงว่าที่ระดับอุณหภูมิสูง  อัตราการย่อยสลายอินทรียวัตถุสูงกว่าในสภาพที่อุณหภูมิปกติ

  1. ระดับความเป็นกรดเป็นด่าง (pH)

ในช่วง 2 – 3 วันแรก pH ของปุ๋ยหมักมีระดับลดลง  เนื่องจากในช่วงแรกสามารถย่อยสลายได้ง่ายอย่างรวดเร็วและผลิตกรดอินทรีย์บางชนิด  มีผลทำให้ pH ลดลงถึงระหว่าง  4.5 – 5.0  อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในระหว่างการหมัก  จะมีผลทำให้  pH  สูงขึ้นด้วย และจะรักษาระดับ  pH  อยู่ในช่วงระหว่าง  7.5 – 8.5

จุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการย่อยสลายอินทรียวัตถุและประโยชน์บางประการในกองปุ๋ยหมัก

จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมัก
กระบวนการย่อยสลายเศษวัสดุในกองปุ๋ยหมักเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมของเชื้อจุลินทรีย์ ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่มีโมเลกุลใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง  จนกระทั่งเป็นคาร์บอนไดออกไซด์  น้ำ  ความร้อน  และสารประกอบฮิวมัส  เมื่อกระบวนการย่อยสลายเสร็จสมบูรณ์จะได้สารประกอบที่มีความคงทน  ที่เรียกว่า ปุ๋ยหมัก (Compost) กระบวนการย่อยสลายดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดประกอบกันและเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กระบวนการย่อยสลายในกองปุ๋ยหมักสามารถแบ่งได้เป็น  3  ระยะ คือ

  1. ระยะอุณหภูมิปานกลาง (Mesophilicphase)  ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่มีการย่อยสลายโดยอุณหภูมิในช่วงประมาณ  30 – 45 องศาเซลเซียส
  2. ระยะอุณหภูมิสูง (thermophilic phase) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่มีการย่อยสลายอย่างต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิจะเพิ่มสูงถึง  45 – 60 องศาเซลเซียส หรือมากกว่านี้เป็นช่วงที่เกิดการย่อยสลายสูงสุดจนทำให้เกิดความร้อนสะสมในกองปุ๋ยหมัก
  3. ระยะอุณหภูมิลดลง (maturation  phase) เป็นช่วงที่อัตราการย่อยสลายลดลงจนกระทั่งอุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักลดลง และลดลงอย่างช้า ๆ ช่วงนี้เป็นระยะที่ใกล้จะเสร็จสิ้นของการย่อยสลายแล้ว

สภาพแวดล้อมภายในกองปุ๋ยหมักจะเปลี่ยนแปลงไปตามขั้นตอนโดยระดับอุณหภูมิจะเปลี่ยนไป  ทำให้ชนิดและปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย  ทำให้แต่ละช่วงมีเชื้อ จุลินทรีย์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป  จากผลของการวิจัยพบว่าในช่วงแรกซึ่งเป็นระยะสั้น ๆ ประมาณ  1 – 2 วัน  กระบวนการย่อยสลายเศษพืชในกองปุ๋ยหมักจะเกี่ยวข้องกับเชื้อจุลินทรีย์ที่ชอบอุณหภูมิปานกลาง (mesophile) ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้จะย่อยสลายสารประกอบอินทรีย์ต่าง ๆ ที่ย่อยสลายง่าย  หรือสารประกอบที่ละลายน้ำได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน  เมื่ออุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมักเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่า  40  องศาเซลเซียส  จะมีผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ชอบอุณหภูมิปานกลางเริ่มลดปริมาณลง  เนื่องจากไม่สามารถจะเจริญและดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพที่อุณหภูมิสูง  ในขณะเดียวกันเชื้อจุลินทรีย์ที่ชอบอุณหภูมิสูงก็จะเริ่มเจริญ  และเพิ่มปริมาณมากขึ้นซึ่งเชื้อจุลินทรีย์พวกนี้ยังคงดำเนินกิจกรรมการย่อยสลายได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารประกอบที่ย่อยสลายได้ยาก เช่น ไซแลน  เซลลูโลส  และลิกนิน  เป็นต้น  ในช่วงนี้สามารถตรวจพบเสมอว่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ดำรงชีพได้ในสภาพนี้จะมีความสามารถในการย่อยสลายเซลลูโลส และลิกนินได้ดี  เมื่อความร้อนสะสมในกองปุ๋ยหมักมากเกินกว่า  65  องศาเซลเซียส  จะมีผลทำให้เชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดตายลง  และมีผลทำให้อัตราการย่อยสลายลดลง ส่งผลให้อุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักลดลงด้วย เมื่ออุณหภูมิลดลงถึงระดับหนึ่งที่เชื้อจุลินทรีย์ที่ชอบอุณหภูมิสูงสามารถเจริญและดำเนินกิจกรรมการย่อยสลายได้อีก ก็จะทำให้อุณหภูมิในกองปุ๋ยหมักเพิ่มขึ้นอีก ลักษณะดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิในกอง ปุ๋ยหมักในระยะนี้จะอยู่ในช่วงประมาณ  45–65 องศาเซลเซียส  ค่อนข้างคงที่ในช่วงอุณหภูมิดังกล่าวนี้ จนกระทั่งสภาพแวดล้อมในกองปุ๋ยหมักไม่เหมาะสม หรือวัสดุในกองปุ๋ยหมักถูกย่อยสลายจนใกล้จะสมบูรณ์ก็จะทำให้อุณหภูมิลดลง  ในช่วงที่เกิดจากการย่อยสลายอย่างต่อเนื่อง ดังกล่าวนี้ควรที่จะปรับสภาพในกองปุ๋ยหมักให้เหมาะสม  ได้แก่  การระบายอากาศ  และการควบคุมความชื้น ซึ่งจะทำให้อัตราการย่อยสลายโดยกิจกรรมของเชื้อจุลินทรีย์ที่ชอบอุณหภูมิสูงเหล่านี้ดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการย่อยสลายอย่างรวดเร็ว จนทำให้ระยะเวลาในการทำปุ๋ยหมักสิ้นสุดลง

ลักษณะของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในกองปุ๋ยหมักดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามกิจกรรมของเชื้อจุลินทรีย์แต่ละกลุ่ม  ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระบวนการย่อยสลาย  ดังกล่าวต้องอาศัยเชื้อจุลินทรีย์หลายประเภทประกอบกันในลักษณะของเชื้อผสม (mix culture) เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้สามารถแบ่งได้เป็น  3  กลุ่ม

แบคทีเรีย (Bacteria)
จุลินทรีย์พวกนี้มีขนาดค่อนข้างเล็ก  แต่มีปริมาณที่สุดในกองปุ๋ยหมัก  ประมาณ  80 – 90% ของเชื้อจุลินทรีย์ที่พบในกองปุ๋ยหมัก  โดยเฉพาะในช่วงของกระบวนการทำปุ๋ยหมัก และมักตรวจพบในปริมาณที่มากกว่าเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นเสมอ  ปริมาณของแบคทีเรียทั้งหมดในกองปุ๋ยหมักมีค่าประมาณ 2.3 x 108 เซลล์ต่อน้ำหนัก  1  กรัม  ส่วนพวกที่มีสปอร์และทนต่อความร้อนจะมีค่าประมาณ  3.9 x 104  เซลล์ต่อน้ำหนัก  1  กรัม  ปริมาณของแบคทีเรียดังกล่าวไม่ใช่เป็นค่าที่แน่นอน  แต่จะผันแปรไปจากนี้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมและวัสดุที่นำมาใช้ทำปุ๋ยหมัก  เชื้อแบคทีเรียค่อนข้างมีบทบาทสำคัญในกระบวนการย่อยสลายและการเกิดความร้อนในกองปุ๋ยหมัก
พวก Bacillus sp.  จัดเป็นพวกที่สามารถสร้างสปอร์ได้  จากการตรวจสอบพบว่า  สปอร์จะเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่อุณหภูมิ  55  องศาเซลเซียส  นอกจากนี้ยังพบว่ามีพวก Clostridium sp. ซึ่งสามารถสร้างสปอร์ได้เช่นกัน แต่เจริญในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน
เชื้อรา (Fungi)
เชื้อราเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีลักษณะการดำรงชีพคล้ายกับพืชซึ่งในสมัยก่อนจัดไว้เป็นพืชชั้นต่ำแต่ความสามารถในการใช้อาหารกว้างมาก  เมื่อดูจากกล้องจุลทรรศน์จะเห็นลักษณะเป็นเส้นใยต่อกันและมีสปอร์กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  เชื้อราเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ (aerobe) ดังนั้นการเจริญจึงต้องมีออกซิเจนอย่างเพียงพอ
ในกองปุ๋ยหมักจะตรวจพบเชื้อราอยู่เสมอ  แต่ชนิดและปริมาณของเชื้อราจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาทำปุ๋ยหมัก  ความชื้น  และอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม  การที่อุณหภูมิสูงขึ้นและมีความชื้นสูงเป็นสภาพที่เหมาะสมกับเชื้อแบคทีเรียมากกว่าเชื้อรา ดังนั้นจึงมักตรวจพบเชื้อราเจริญอยู่บริเวณผิวนอกของกองปุ๋ยหมักซึ่งมีอุณหภูมิต่ำและความชื้นน้อยกว่าในกองปุ๋ยหมัก จากการศึกษาในกองปุ๋ยหมักในช่วงอุณหภูมิ  50  องศาเซลเซียส  สามารถพบเชื้อราได้ แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นถึง  65  องศาเซลเซียส  ปริมาณเชื้อราจะลดลงอย่างมาก  แต่เมื่ออยู่ในสภาพที่แห้งพบว่าอุณหภูมิสูงขนาด  62 – 63  องศาเซลเซียส  ยังสามารถพบเชื้อราได้
แอคติโนมัยซิส (Actinomycetes)
โดยทั่วไปเชื้อแอคติโนมัยซิสมีอัตราการเจริญช้ากว่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา จะเจริญได้ไม่ดีเมื่ออยู่ในสภาพที่มีการถ่ายเทอากาศไม่เพียงพอ เนื่องจากจุลินทรีย์พวกนี้ต้องการออกซิเจนในการเจริญ  ลักษณะของเชื้อแอคติโนมัยซิสเมื่อเจริญเป็นกลุ่มบนวัสดุที่ใช้ทำปุ๋ยหมักจะสังเกตเห็นได้โดยเป็นจุดสีขาว ๆ คล้ายผงปูนขาว  ซึ่งลักษณะเช่นนี้จะเห็นได้ในกองปุ๋ยหมักหลังจากอุณหภูมิขึ้นสูงถึงจุดสูงสุด
จากข้อมูลการค้นคว้าวิจัยต่าง ๆ พบว่าเชื้อแอคติโนมัยซิส สามารถเจริญได้ดีในช่วงอุณหภูมิสูงถึง  65  องศาเซลเซียส  และการเจริญจะลดลงหรือหยุดชะงักเมื่ออุณหภูมิสูงเกินกว่า  75 องศาเซลเซียส คุณสมบัติของความสามารถที่เจริญได้ในสภาพที่อุณหภูมิสูงแตกต่างกันนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อแอคติโนมัยซิส
ประโยชน์บางประการของเชื้อจุลินทรีย์ในการกองปุ๋ยหมัก
ในระหว่างการย่อยสลายวัสดุเศษพืชโดยกิจกรรมของเชื้อจุลินทรีย์แบบต้องการอากาศ จะมีผลทำให้สภาพแวดล้อมทั้งทางด้านกายภาพ  เคมี  และชีวภาพบางประการภายในกองปุ๋ยหมักเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  มีผลต่อเชื้อโรคพืชและศัตรูบางชนิด  เช่น  อุณหภูมิ  ความเป็นกรดเป็นด่าง  และการเกิดปฏิกิริยาระหว่างเชื้อจุลินทรีย์ที่ย่อยสลายเศษพืชกับเชื้อโรคพืช  รวมถึงประโยชน์บางประการของเชื้อจุลินทรีย์อันเนื่องจากการกองปุ๋ยหมัก
การเร่งอัตราการย่อยสลายในกองปุ๋ยหมัก
เชื้อจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการย่อยสลายเศษพืชในกองปุ๋ยหมัก ประกอบด้วยเชื้อจุลินทรีย์ 3  กลุ่ม  คือเชื้อจุลินทรีย์  เชื้อรา  และแอคติโนมัยซิส  ได้แก่  Bacillus sp., cellulomonmans sp., Aspergillus sp., Trichoderma sp., Norcardia sp. และ Streptomyces sp. จุลินทรีย์เหล่านี้จะปลดปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายเศษพืช ซึ่งสารประกอบที่ได้จากการย่อยสลายมีหลายชนิดแตกต่างกันออกไป เช่น กรดอินทรีย์ต่าง ๆ สารเชื่อมทำให้ดินจับตัวเป็นก้อน ร่วนซุย และฮิวมัส ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืช  นอกจากนั้นเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิดจะสร้างเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพต่อการย่อยสลายเศษพืชในกองปุ๋ยหมัก  ดังนั้นเมื่ออยู่ในสภาพอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมต่อการดำเนินกิจกรรมของ
จุลินทรีย์จะช่วยทำให้อัตราการย่อยสลายเศษพืชเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว  จนมีผลช่วยลดเวลาในการทำปุ๋ยหมักให้สั้นลง
การช่วยยับยั้งหรือทำลายโรคพืชบางชนิดในกองปุ๋ยหมัก
ถ้าสภาพแวดล้อมในกองปุ๋ยหมักเหมาะสมหลังจากที่เริ่มกองปุ๋ยหมัก  อัตราการย่อยสลายเศษพืชจะเกิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการสะสมความร้อนในกองปุ๋ยหมักอย่างต่อเนื่องยาวนาน  สภาพที่มีอุณหภูมิสูงติดต่อกันดังกล่าวนี้มีผลโดยตรงต่อเชื้อโรคพืชหลายชนิดที่มีอยู่ในกองปุ๋ยหมัก  จากผลการทดลองกองปุ๋ยหมักจากต้นพืชที่เป็นโรคบางชนิด  ได้แก่เชื้อรา  Helminthosporium  maydis (โรคใบไหม้ของข้าวโพด), Curvularia lunata (โรคใบจุดของข้าวโพด) และ Collectotrichum  dematium  var.  truncatum  (โรคแอนแทรคโนสของถั่วเหลือง)  มีปริมาณลดลงอย่างมาก  เนื่องจากอุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมักสูงถึง  70  องศาเซลเซียส  มีผลทำให้เชื้อโรคพืชไม่สามารถเจริญได้  นอกจากนี้เชื้อรา Aspergillus sp., Trichoderma  sp.  และเชื้อแอคติโนมัยซิสพวก  Streptomyces sp. บางชนิดมีความสามารถในการสร้างสารปฏิชีวนะออกมายับยั้งหรือทำลายเชื้อโรคพืช หรือเกิดการแข่งขันกันระหว่างจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคกับเชื้อจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในกองปุ๋ยหมัก  หรือการที่เชื้อจุลิทรีย์ในกองปุ๋ยหมักเป็นพาราไซต์กับเชื้อโรคพืช  ปัจจัยเหล่านี้จะมีผลต่อการทำลายและยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคพืชที่มีอยู่ในกองปุ๋ยหมัก
การช่วยทำลายไข่ของแมลงบางชนิด
ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการทำปุ๋ยหมัก  ซึ่งบางครั้งสูงถึง  60 – 80  องศาเซลเซียส  อุณหภูมิสูงขนาดนี้และเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นระยะยาวนานจะสามารถทำลายไข่ของแมลงศัตรูพืช  โดยทำให้ไข่แมลงต่าง ๆ ฝ่อจนกระทั่งไม่สามารถเจริญเติบโตได้  และจากสภาพแวดล้อมดังกล่าวยังมีผลต่อการทำลายเมล็ดวัชพืชที่ติดมากับเศษพืชด้วยเช่นกัน
การช่วยเพิ่มคุณภาพของปุ๋ยหมัก
จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยหมักและในดินบางชนิด เช่น Azotobacter sp.  สามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศอย่างอิสระ  และเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  เป็นการเพิ่มคุณภาพของปุ๋ยหมักและลดการใช้สารเคมีประเภทไนโตรเจน  นอกจากนี้สารประกอบฟอสฟอรัสที่เกิดขึ้นจากกระบวนการสลายตัวของหินฟอสเฟต หรือเศษซากกระดูกจะถูกย่อยสลายออกมาในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช โดยเชื้อแบคทีเรียพวก Bacillus sp. บางชนิดและเชื้อราหลายชนิด เชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวมีอยู่ทั่วไปในดินโดยชนิดและปริมาณมีแตกต่างกัน  ดังนั้นจึงมีการวิจัยที่จะพยายามนำเอาเชื้อที่เป็นประโยชน์เหล่านี้มาใช้ในการเพิ่มคุณภาพของปุ๋ยหมัก
การช่วยลดต้นทุนในการทำปุ๋ยหมักโดยการต่อเชื้อ

                จากการใช้สารตัวเร่งในการทำปุ๋ยหมักเป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถทำปุ๋ยหมักได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  จากผลการวิจัยพบว่าการใช้สารเร่งในการทำปุ๋ยสามารถที่จะทำการต่อเชื้อได้ด้วย  โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารตัวเร่งทุกครั้งที่จะทำปุ๋ยหมัก  ซึ่งเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยใช้สารเร่งเพียงครั้งเดียว  กรณีดังกล่าวเกษตรกรสามารถนำปุ๋ยหมักที่เป็นแล้วมาใช้ในการต่อเชื้อ  โดยใช้ในอัตราการต่อเชื้อสำหรับทำปุ๋ยหมักครั้งใหม่ดังนี้  วัสดุเศษพืช 1  ตัน  ใช้ปุ๋ยหมักที่เป็นแล้ว  100 – 200  กก.  ประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจะเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนในการผลิตปุ๋ยหมักได้อย่างดี


หลักในการพิจารณาปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

มาตรฐานของปุ๋ยหมัก
และข้อแนะนำบางประการเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพ

หลักในการพิจารณาปุ๋ยหมักที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว
โดยทั่วไปมักจะมีปัญหาอยู่เสมอว่าวัสดุเหลือใช้ที่นำมากองทำปุ๋ยหมักนั้นเสร็จสมบูรณ์พร้อมที่จะใส่ลงในดินแล้วหรือยัง  ข้อกำหนดในการที่จะบ่งบอกว่าเป็นปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์คือค่าอัตราส่วนสารประกอบของคาร์บอนต่อไนโตรเจนของวัสดุควรมีค่าเท่ากับหรือต่ำกว่า 20 : 1 ซึ่งค่าของอัตราส่วนสารประกอบของคาร์บอนต่อไนโตรเจนที่ระดับดังกล่าว  เมื่อนำปุ๋ยหมักใส่ลงในดินแล้วจะไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อพืช สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปุ๋ยหมักที่มีการย่อยสลายที่สมบูรณ์และสะดวกต่อการปฏิบัติในภาคสนาม มีดังนี้ คือ
สีของวัสดุเศษพืช  หลังจากเป็นปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์จะมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงสีดำ  โดยปกติเมื่อใช้เศษพืชในการทำปุ๋ยหมักจะเป็นความแตกต่างของสีอย่างชัดเจน
ลักษณะของวัสดุเศษพืช  ที่เป็นปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์จะมีลักษณะอ่อนนุ่ม  ยุ่ยและขาดออกจากกันได้ง่าย  ไม่แข็งกระด้างเหมือนวัสดุเริ่มแรก
กลิ่นของวัสดุปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์  จะไม่มีกลิ่นเหม็น  ในกรณีที่มีกลิ่นเหม็นหรือกลิ่นฉุนแสดงว่ากระบวนการย่อยสลายภายในกองปุ๋ยยังไม่สมบูรณ์
ความร้อนในกองปุ๋ย  หลังจากกองปุ๋ยหมักประมาณ 2 – 3 วัน อุณหภูมิภายในกองปุ๋ยจะสูงประมาณ 50 – 60 องศาเซลเซียส  อุณหภูมิจะสูงอยู่ในระดับนี้ระยะหนึ่งแล้วจึงค่อย ๆ ลดลงจนกระทั่งใกล้เคียงกับอุณหภูมิภายนอกกองปุ๋ยจึงถือว่าเป็นปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์  แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วยเพราะในกรณีที่มีความชื้นน้อยหรือมากเกินไปอาจจะทำให้ระดับอุณหภูมิภายในกองปุ๋ยหมักลดลงได้เช่นกัน
ลักษณะพืชที่เจริญบนกองปุ๋ยหมัก  เมื่อกองปุ๋ยหมักเกือบใช้ได้แล้วบางครั้งอาจมีพืชเจริญบนกองปุ๋ยหมักได้  แสดงว่าปุ๋ยหมักดังกล่าวนำไปใส่ดินโดยไม่เป็นอันตรายต่อพืช
การวิเคราะห์ทางเคมีในการที่จะบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นปุ๋ยหมักที่สมบูรณ์ ควรเก็บตัวอย่างวัสดุทำปุ๋ยหมักมาวิเคราะห์ทางเคมี  เพื่อหาอัตราส่วนของส่วนประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน  ซึ่งค่าของอัตราส่วนดังกล่าวควรเท่ากับหรือต่ำกว่า  20 : 1  อย่างไรก็ตามในการปฏิบัติภาคสนามมักจะไม่พิจารณาในข้อกำหนดนี้  ยกเว้นกรณีที่จะมีการพิจารณาที่ต้องการความถูกต้องหรือกรณีของงานวิจัยเพื่อเปรียบเทียบ  เป็นต้น

คุณภาพและมาตรฐานที่ดีของปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักที่ทำจากวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ จะมีคุณสมบัติบางประการแตกต่างกัน ดังนั้นทางโครงการปรับปรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ  กรมพัฒนาที่ดินจึงได้กำหนดคุณภาพ และมาตรฐานเป็นแนวทางพอที่จะยึดเป็นหลักเกณฑ์ของปุ๋ยหมักที่ดี  และเมื่อใส่ลงในดินแล้วไม่ทำให้พืชเป็นอันตราย ซึ่งอาจจะพิจารณาได้  ดังนี้ คือ

  1. อัตราส่วนสารประกอบคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N ratio) ไม่มากกว่า  20 : 1
  2. เกรดปุ๋ยไม่ควรต่ำกว่า  0.5 – 0.5 –1.0 (% ของ N, P2O5, K2O ตามลำดับ)
  3. ความชื้นของปุ๋ยหมักไม่ควรมากกว่า  35 – 40% (โดยน้ำหนัก)
  4. ปริมาณอินทรียวัตถุประมาณ  25 – 50% (โดยน้ำหนัก)
  5. ความเป็นกรดเป็นด่าง  (pH)  ประมาณ  6.0 – 7.5
  6. ไม่ควรมีวัสดุเจือปนอื่นๆ

การปฏิบัติกับกองปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพแห้ง และการเก็บรักษา
การปฏิบัติและการดูแลกองปุ๋ย
สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งหลังจากการกองปุ๋ยหมัก คือการปฏิบัติและการดูแลรักษาจนกระทั่งกองเศษพืชนั้นเป็นปุ๋ยหมัก และสามารถนำไปใส่ในดิน  การปฏิบัตินับว่าเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพราะเป็นการควบคุมให้สภาพภายในกองปุ๋ยเหมาะสมต่อการดำเนินกิจกรรมของเชื้อจุลินทรีย์ในกระบวนการย่อยสลายเศษพืช

การกลับกองปุ๋ยหมัก
การกลับกองปุ๋ยหมักควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน  เพื่อเป็นการระบายอากาศและช่วยให้วัสดุคลุกเคล้าเข้ากัน  ตลอดจนช่วยลดปริมาณความร้อนภายในกองปุ๋ยอีกด้วย การระบายอากาศในกองปุ๋ยหมักเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากจุลินทรีย์เป็นพวกที่ต้องการอากาศและเกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยสลายจะใช้ออกซิเจนในระบบการสร้างพลังงาน 1 – 2 ครั้งต่อวัน  เพื่อให้กิจกรรมของจุลินทรีย์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

การเก็บรักษากองปุ๋ยหมักที่เสร็จแล้ว
เมื่อปุ๋ยหมักเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ถ้ายังไม่ได้นำไปใช้ทันทีควรนำปุ๋ยหมักที่ได้ไปเก็บไว้ในโรงเรียนหรือสถานที่กำบังแดดและฝน  การที่ปล่อยให้ปุ๋ยหมักตากแดดและฝนจะทำให้ธาตุอาหารพืชในปุ๋ยหมักสูญเสียไปจากกองปุ๋ยหมักได้

ปุ๋ยอินทรีย์มาตรฐาน กรมวิชาการเกษตร
ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพและปลอดภัยจะต้องผ่านการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์โดยจุลินทรีย์เท่านั้น
คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์ตามมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ พ.ศ. 2551
1   ปริมาณอินทรียวัตถุ                                          ไม่น้อยกว่า 20 % โดยน้ำหนัก
2   ค่าความเป็นกรด-ด่าง ( pH)                                  5.5 – 8.5
3   อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N)                    ไม่เกิน 20 / 1
4   ค่าการนำไฟฟ้า ( EC : Electrical Conductivity)     ไม่เกิน 10   เดซิซีเมน/เมตร
5   ปริมาณธาตุอาหารหลัก                                      N ไม่น้อยกว่า  1.0 %  โดย น.น.
                                                                         P ไม่น้อยกว่า  0.5 %  โดย น.น.
                                                                         K ไม่น้อยกว่า  0.5 %  โดย น.น.
6   การย่อยสลายสลายที่สมบูรณ์                              มากกว่า 80 %
7   ปริมาณความชื้นและสิ่งที่ระเหยได้                       ไม่เกิน 30 % โดยน.น.
8   ปริมาณเกลือ                                                  ไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์

คำอธิบาย
1 ปริมาณอินทรียวัตถุ  ( Organic Matter )  ค่า OM  ทดสอบว่าปุ๋ยอินทรีย์นั้นผลิตมาจากวัสดุอินทรีย์ล้วนๆหรือมีดินผสมมา
2  ค่าความเป็นกรด-ด่าง ( pH) อยู่ระหว่าง 5.5 – 8.5 ซึ่งเป็นระดับที่เป็นประโยชน์กับพืชมากที่สุด ซึ่งเมื่อใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไปในดินจะไม่เพิ่มความเป็นกรดให้กับดิน ซึ่งถ้าดินมีความเป็นกรดสูงธาตุ P และ K จะถูกตรึงไว้ พืชไม่สามารถนำไปใช้ได้จึงขาดธาตุอาหารดังกล่าว
3  อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N) ไม่เกิน 20 / 1 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่บอกคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์นั้นว่ามีการย่อยสลายที่สมบูรณ์แล้ว เมื่อใส่ลงไปในดินแล้วจะไม่เป็นอันตรายต่อพืชปุ๋ยนั้นจะไม่ถูกย่อยสลายต่อด้วยจุลินทรีย์ดินอีก เพราะการที่ปุ๋ยย่อยสลายต่อจะทำให้สูญเสียธาตุไนโตรเจนที่มีอยู่ในดินออกไป ทำให้ดินขาดธาตุในโตรเจน
4  ค่าการนำไฟฟ้า ( EC : Electrical Conductivity) ไม่เกิน 10  เดซิซีเมน/เมตร แสดงถึงความเข้มข้นของปุ๋ยหรือความเค็มของปุ๋ย( ภาษาปุ๋ย ) ซึ่งถ้าความเข้มข้นสูงเกินไปจะทำให้ปุ๋ยเป็นอันตรายต่อพืช เพราะพืชจะไม่สามารถดูดน้ำและธาตุอาหารได้
6  การย่อยสลายสลายที่สมบูรณ์มากกว่า 80 % ซึ่งเป็นการทดสอบคุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์  โดยการวัดจากค่า GI -  ค่าเปอร์เซ็นต์การงอกของการเพาะเมล็ด ซึ่งถ้าค่า GI สูง มีเปอร์เซนต์การงอกของการเพาะเมล็ดสูงก็แสดงว่าปุ๋ยอินทรีย์นั้นผ่านการย่อยสลายที่สมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์แล้ว เมื่อนำปุ๋ยไปใช้จะทำให้พืชกินปุ๋ยได้เร็ว พืชจึงเจริญเติบโตเร็ว
8  ปริมาณเกลือไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ ความเค็มจากเกลือจะทำให้เกิดความเข้มข้นในสารละลายภายนอกรากพืชสูงกว่าภายในรากพืช พืชไม่สามารถดูดซึมน้ำและธาตุอาหารเข้าไปทางรากได้ ( ระบบ Osmosis ) พืชจะเฉาตาย